ทริป 3 วัน 2 คืน ที่ Bermise Inn, สังขละบุรี, สะพานมอญ, วัดวังก์วิเวการาม ของ หลวงพ่ออุตตมะ, พุทธคยาจำลอง, เมืองบาดาล, วัดสมเด็จ, สบายแอทกาญจน์รีสอร์ท, สะพานข้ามแม่น้ำแคว, ทางรถไฟสายมรณะ, น้ำตกเอราวัณ, เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี
1: เริ่มต้นเส้นทางการเดินทางที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ: ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่กระตุ้นความหลงใหลและความรู้สึกดีด้วย Bermese Inn และบรรยากาศสุดอบอุ่นในเมืองกาญจนบุรี
การเดินทางสู่เมืองกาญจนบุรีในจังหวัดกาญจนบุรีเริ่มต้นด้วยการนั่งแท็กซี่ไปที่สถานีหมอชิต 2 เพื่อติดต่อรถโดยสารสาย บขส ในเวลาตีห้า โดยไม่สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ และต้องซื้อตั๋วในวันเดียวกันเพื่อเดินทางไปยังด่านเจดีย์สามองค์
เวลา 3:30 นาฬิกาเช้าวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2554 เราตื่นขึ้น ที่บ้านเพื่อนใกล้สะพานควาย สาเหตุที่เราต้อไงไปค้างบ้านเพื่อนเพื่อที่จะต้องไปจองตั๋วให้ทันรอบแรกตอนตีห้า ไม่เช่นนั้นจะต้องรอถึงรอบเจ็ดโมงเช้า
การเดินทางนี้ไม่ได้มีเรื่องเรียบง่ายเลย เราไปถึงหมอชิต 2 ประมาณตีสี่กว่าๆ แต่เที่ยวรถบขส รอบตีห้า ถูกจองเต็มตั้งแต่ตีสามครึ่งไปแล้ว และเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิดได้ล่วงหน้าว่าจะไปเจอคนที่เดินทางเป็นกลุ่มประมาณ 19 คนมาจองด้วย รถโดยสารรับคนได้ทั้งหมด 60 คน จึงทำให้เต็มเร็วขึ้นไปอีก
เราจึงต้องรอรถตู้ที่ไปเมืองกาญจนบุรีซึ่งต้องรอจนถึงเวลา 7 โมงเช้า ระหว่างรอเราได้ทานข้าวเช้า และพูดคุยกับเพื่อนๆ เมื่อได้ขึ้นรถรอบ 7 โมงเช้า เราพบว่ามีบางคนที่ไม่ได้จองตั๋วขึ้นมาบนรถเหมือนกัน เผื่อว่ามีคนจองตั๋วไว้แต่ไม่ได้มาจะได้เดินทางไปด้วย แต่รถเที่ยว 7 โมงนี้คนมากันครบ คนที่ไม่ได้จองตั๋วเลยเป็นอันต้องลงจากรถไป เจ้าหน้าที่อีกทางเลือกหนึ่งคือ รถตู้ไป เมืองกาญจนบุรี มีที่แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิด้วยเช่นกัน นับเป็นบรรยากาศของการเดินทางแบบไม่คาดคิดและเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำซาก
ระหว่างทางผู้โดยสารรถได้ลงระหว่างทางและขึ้นมาระหว่างทางเป็นเรื่องปกติ จนเมื่อไปถึงสุดเขตตะวันตกที่ด่านเจดีย์สามองค์คนบนรถก็เริ่มน้อยแล้ว จากที่พบกับการลงจากรถและการทำความรู้จักกับบรรยากาศและความเป็นธรรมชาติของด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและดีใจ แต่ฝนดันตกอย่างไม่คาดคิด จึงได้พักทานข้าวเพิ่มเติม เพื่อรอฝนหยุดประกอบกับข้าวผัดตอนกลางวันที่รถ บขส จอดให้ไปทานน้อยไปหน่อย อันที่จริงบนรถก็มีกล่องขนมมาให้แล้ว ข้างในมี แยมโรล ผ้าเย็น กาแฟ แต่ไม่มีน้ำร้อนมาให้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะชงกาแฟยังไง
ตรงชายแดนที่ด่านเจดีย์สามองค์ มีตลาดขายพลอยด้วย เมื่อตอนเย็นหลังเลิกงาน ก็จะเห็น ชาวพม่าที่เข้ามาทำงานในไทย นุ่งโสร่ง ถือปิ่นโต เดินกลับบ้านที่เขตพม่าโดยอาศัยทางกลางถนน
จากหลังสถานีตำรวจ แถวๆ ด่านเจดีย์ มีสองแถวนั่งมา ตัวเมือง สังขละบุรี ได้
ระหว่างรอสองแถว เรากินโรตีจากรถที่คนพม่าเข็นมาขายด้วย
เมื่อขึ้นสองแถวไป พบว่าสองแถว จะบีบ แตร เมื่อถึงป้าย ปิ้นๆๆ ตลอด เพื่อเรียกคน ได้ยินบ่อยมากๆ
เราเจอ กลุ่มสาวๆมหาวิทยาลัย มาท่องเที่ยวเหมือนกันด้วย
เมื่อลงจากท่าสองแถวเราก็เดินทางระยะหนึ่งมายัง Bermese Inn
และในที่สุดนี้ก็มีการพักผ่อนและการสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นที่นี้ ทั้งโรงแรม Bermese Inn ที่มีบรรยากาศสุดเรียบง่ายอยู่บนทางลาดของภูเขา ในห้องพัก มีแอร์ มีทีวี มีน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ ไม่มีตู้เย็น และ บรรยากาศห้องน้ำที่ใกล้ชิดธรรมชาติ และเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นมิตร และไม่ต้องพูดถึงการสัมผัสอาหารพม่าที่อร่อย ด้วยการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นที่สามารถตอบโจทย์ทุกบรรยากาศ
ที่ด่านเจดีย์สามองค์ เราได้เจอกับรูปถ่าย พระท่านที่เดินไปบนสะพานมอญ บรรยากาศยามเช้า หมอกบางๆ ตัดกับ จีวรสีส้ม สวยงามมาก ซึ่งน่าจะสร้างประสบการณ์และความทรงจำที่ดีในการท่องเที่ยวนี้ ที่ทำให้เห็นถึงความเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นประจำของพื้นที่ แต่เมื่อไปถามชาวบ้านที่ฝั่งมอญ เขาบอกว่า จะมีอย่างนั้น ในวันสำคัญ เช่น ขึ้นปีใหม่ วันออกพรรษา ฯลฯ เท่านั้น ปกติพระท่านจะ บิณฑบาท โดยใช้ถนนที่ห่างจากสะพานมอญ ประมาณ 10 เมตร แต่พอถามชาวบ้านฝั่งไทย เขาก็บอกว่า พระบิณฑบาท ทางนี้ เลยยังไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วยังไงกันแน่
สิ่งที่ทำให้สำคัญกว่าคือการพบเจอกับความเป็นมิตรและการเป็นกันเองของชาวบ้าน ที่ไม่ว่าจะอยู่ในฝั่งไทยหรือทางฝั่งมอญก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่เสมอ และนับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำในการท่องเที่ยวที่สำคัญ
2: เดินทางสู่ประสบการณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมในสังขละบุรี: การตักบาตรและการสัมผัสชีวิตของชาวมอญ และ วัดหลวงพ่ออุตตมะ
เช้ามืดขณะที่พระอาทิตย์เพิ่งเริ่มขึ้นอีกครั้งในวันนี้ ในสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เราเดินออกจากที่พัก หลังจากที่ผ่านมาเตรียมตัวเต็มที่ด้วยการล้างหน้าและแปรงฟัน และก็ได้ทิ้งเรื่องราวทุกอย่างไว้ข้างหลัง และเตรียมตัวเพื่อไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวมอญผ่านการตักบาตรในช่วงเช้านี้
มาแล้วกับคำถามที่กำลังตรึงใจเมื่อคืน: จะมีพระท่านเดินข้ามสะพานมอญมาหรือไม่?
วันนี้พบแล้วว่า สะพานมอญมีสองท่อน คือ สะพานคอนกรีต และ สะพานไม้ ต่อกัน บนเกาะกลางนั้นจะมีพระวัดหนึ่งท่านมาบิณฑบาทจริงๆ นอกเหนือจากนี้ ทางฝั่งมอญก็มีพระอีกหวัดหนึ่งมาบิณฑบาทอีก อยู่ห่างไปไม่กี่เมตร ตามที่คนมอญกล่าวไว้
สำหรับชุดบิณฑบาท สามารถซื้อได้ทั้งที่ฝั่งไทยใกล้ริมสะพาน และ ที่ฝั่งมอญ โดยมีทั้งชุดเล็กชุดใหญ่ที่ได้รับการตกแต่งใส่กระบุงอย่างสวยงามให้เลือก ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการใช้ชีวิตของชาวมอญได้ ที่สะพานมอญเรายังได้เจอกับไกด์ตัวน้อยที่ได้ช่วยแนะนำให้เราซื้อของตักบาตร รวมถึงการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสะพานมอญและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอีกด้วย
หลังจากนั้น เราได้เข้าไปสัมผัสรสชาติของขนมจีนหยวกกล้วยที่หยวกกล้วยนั้นโดยส่วนตัวคิดว่ามีรสชาติที่คล้ายกับรากบัว ซึ่งถือเป็นอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียง เราได้สัมผัสรสชาติของโรตีและโกโก้อุ่นๆรสชาติเข้มข้นที่สามารถดึงดูดใจของทุกคนได้อย่างมาก และเราได้เห็นว่าในละแวกนั้นเขาขายโจ๊กมอญอีกด้วย
ไม่ใช่เพียงแค่อาหาร ที่นี่ยังมีการขายแป้งพม่า โดยที่แต่ละกระปุกจะมีกลิ่นที่แตกต่างกัน และเรายังสามารถซื้อท่อนแป้งที่คล้ายกับท่อนไม้มาขูดกับหินเอง ซึ่งผู้สูงอายุชอบมากเพราะการขูดเองสดใหม่ให้ความหอมที่มากกว่า
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในวันนี้ที่เราได้เดินทางมานั้นประกอบไปด้วย 3 สถานที่หลัก ได้แก่ วัดหลวงพ่ออุตตมะ (วัดวังก์วิเวการาม), พุทธคยา (จำลอง), และเมืองบาดาล
ระหว่างทางเดินทางไปยังวัดหลวงพ่ออุตตมะนั้นเรายังเห็นปั้มน้ำแก๊สโซฮอล์ เบนซิน โซล่า และดีเซล จริงๆจะเรียกปั้มก็ไม่ถูกนักเพราะเป็นแค่ร้านเล็กๆ ที่มีกระบอกเก็บน้ำมันที่มาสายเติมให้คนสามารถนำรถมอเตอร์ไซด์มาเติมน้ำมันได้ จากที่สังเกตคือ ไม่มีการเห็นรถยนต์วิ่งไปมาในทางฝั่งมอญมากนัก เห็นแต่เฉพาะมอไซค์ฟีโน่
วัดหลวงพ่ออุตตมะที่มีประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นที่ที่พ่ออุตตมะเริ่มคิดเกี่ยวกับการสร้างสะพานมอญ เป็นหัวเรือใหญ่ที่ทำให้ชาวบ้านลงมือลงแรงช่วยกันสร้างสะพานมอญ สะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้ หลวงพ่ออุตตมะ เป็นพระที่ชาวบ้านแถวนั้นเลื่อมใส เห็นได้จากร้านขนมจีนที่เราทานมาเมื่อเช้าก็มีรูปของท่านแขวนอยู่ ทำให้สามารถสัมผัสถึงการที่ชาวบ้านได้แรงบันดาลใจอันแท้จริงจากหลวงพ่อได้
เมื่อเข้าไปที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ เราจะมีโอกาสได้รับลูกประคำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้รับจากพระสงฆ์ที่วัด หลังจากพระสงฆ์คล้องลูกประคำแล้ว พระสงฆ์ก็จะชวนทุกคนสนทนาธรรม ดังเช่นกับเราแล้วเราได้สนทนาเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่มีความหมายตามหลักศาสนา สิ่งที่ไม่ควรคิดไม่ควรหาซึ่งหาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร 4 อย่าง และยังเรียนรู้การมีชีวิตอยู่อย่างดีโดยการมีมงคลชีวิต 38 ประการ ในบางหัวข้อ เช่น การที่สามารถเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่นโดยการเลิกริษยา เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในชีวิตประจำวันของเราได้
ที่พุทธคยา (จำลอง) มีรูปของหลวงพ่ออุตตมะกำลังคล้อยลูกประคำ ซึ่งตอนหลวงพ่ออุตตมะมีชีวิตอยู่น่าจะเป็นผู้คล้องลูกประคำเอง
3. สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี: สัมผัสความศรัทธาในเจดีย์พุทธตยา และเมืองบาดาล
เมื่อเราเดินจากวัดหลวงพ่ออุตตมะเข้าไปไม่ไกล ก็พบกับเจดีย์พุทธคยา(จำลอง) ที่เป็นทองอร่าม ที่ภายในได้รับการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้า และยังมีเหรียญตั้งอยู่บนรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมองหาความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
หลังจากนั้นเราได้ทำการเดินทางไปยังเมืองบาดาล หรือ Underwater World ซึ่งฝรั่งจัดว่าเป็น Unseen in Thailand โดยได้รับเชิญชวนจากชาวบ้านขณะที่เราอยู่ที่วัดหลวงพ่ออุตตมะ โดยชาวบ้านนำรถมอเตอร์ไซด์มารอรับ และไปส่งที่ ท่าเรือที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ พุทธคยา(จำลอง)
ซึ่งอันที่จริงการไปเมืองบาดาลสามารถไปได้อีกทางหนึ่งโดยการขึ้นเรือที่ท่าดอกบัว ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ สะพานมอญ ก็ได้ ท่าดอกบัวที่มองเห็นจากบนสะพานมอญ มีการตัดหญ้าให้เป็นคำว่า 'ท่าเรือดอกบัว' พร้อมเบอร์โทรศัพท์ ดูแล้วละม้ายคล้ายกับทุ่งหญ้าของฝรั่งที่มีการเชื่อว่าเป็นที่ที่ยูเอฟโอสร้างขึ้น
บนเรือระหว่างทางไปยังเมืองบาดาล เราได้เห็นเจดีย์สามองค์ของจริงที่อยู่ริมน้ำ ซึ่งเหลือแต่ฐานเท่านั้น ซึ่งคนขับเรือเล่าว่าตรงด่านเจดีย์สามองค์ที่ติดชายแดนพม่านั้นเขาจำลองมาจากของจริงที่นี่เอง
เมื่อเรามาถึงที่เมืองบาดาลเห็นว่าน้ำลงไปมากเนื่องจากตอนที่มานี่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงน้ำลด จึงเดินเข้าไปในวัดได้ ถ้ามาช่วงน้ำมากจะชมทัศนียภาพของเมืองบาดาลได้บนเรือเท่านั้น จะเห็นอุโบสถก็แค่ส่วนยอดเท่านั้นและส่วนล่างถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ แต่ก็นับว่ามีความสวยงามไปอีกแบบ
ที่เมืองบาดาลนี้พบว่า มีอุโบสถ พระพุทธรูป และเห็นพระพุทธคยา (จำลอง) อยู่ไกลๆ ส่วนประวัติเมืองบาดาลนี่มีคนเล่ากันว่า เป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ แต่ว่า พอมีการสร้างเขื่อน น้ำเลยท่วม หลวงพ่ออุตตมะเลยย้ายวัดไปที่สูงขึ้น
และหลังจากนั้นเรากลับมาสู่สะพานมอญ และเตรียมตัวในการเช็คเอาท์จากโรงแรมที่ย่านสะพานมอญนี้และเข้าสู่ตัวเมืองสังขละบุรีต่อไป
4. สะพานมอญ: รูปแบบการเดินเที่ยวที่เป็นประสบการณ์และการศึกษา
หลังจากกลับมาจากเมืองบาดาล เรายังอยากจะเดินสะพานมอญก่อนกลับที่พัก เนื่องจากเมื่อคืนแรก ฝนตกปรอยๆ เลยได้ภาพไม่ค่อยสวยงามนัก เราจึงขอให้ชาวบ้านช่วยไปส่งเราที่ฝั่งมอญ เพื่อให้เราเดินข้ามสะพานมอญกลับมายังที่พักเอง เพื่อชมสะพานมอญ
สะพานมอญ สะพานไม้ที่มีความยาวและความสูงของสะพานที่สูงเป็นเอกลักษณ์ยิ่งเฉพาะในช่วงน้ำลดจะเห็นสะพานมอญสูงเป็นพิเศษ ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านระยะเวลาที่ท้าทาย มีการบูรณะ ดูแล และการซ่อมแซมสะพานมอญโดยเป็นการร่วมมือกันของชาวบ้านที่ห่วงใยในละแวกนั้นในการจนไม้มาซ่อมแซม ในช่วงซ่อมแซมมีการสร้างปั้นจั่นไว้กลางสะพานเพื่อหมุนเสาไม้ลงไปในน้ำด้านล่าง
ไม้ตรงทางเดินของสะพานมีความไม่เท่ากัน เวลาเดินมองลงไปจะเห็นข้างล่างจากช่องว่างระหว่างไม้ เดินตอนแรก เสียวมาก กลัวไปเองว่า ไม้จะยุบลงไป แล้วร่วงลงไป ข้างล่าง แต่พอเดินหลายๆ ครั้งเข้า ก็เริ่มชิน ก็ไม่ค่อยกลัว
แถวสะพานมอญนั้นจะมีแพลอยได้ซึ่งลอยตามระดับน้ำที่สูงขึ้นในแต่ละช่วงฤดูได้
พอเราเดินจากสะพานมอญถึงโรงแรมก็เที่ยงพอดี เริ่มร้อน จึงอาบน้ำ และเรียกรถไปส่งที่ท่ารถ ที่ตัวเมือง สังขละบุรี
รถที่ส่งเป็นรถมอเตอร์ไซด์ แต่ว่า ต่อรถลากด้านข้าง ให้คนนั่งได้
รถลากมีโช๊คด้วยอ่ะ เจ๋งดีเหมือนกัน
ซึ่งต่อไป เราจะเดินทางไปเที่ยววัดในตัวเมืองสังขละบุรี แล้วนั่งรถไปต่อที่ตัวเมืองกาญจนบุรี
5. การผจญภัยท่องเที่ยวที่ร่วมสมัยในเมืองสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี: การสำรวจวัฒนธรรมท้องถิ่นที่วัดสมเด็จ ประสบการณ์ในการสำรวจ และ ความสะดวกสบายที่สบายแอทกาญจน์รีสอร์ท
หลังจากนั่งรถมอไซด์รถลากมาสักพักก็มาถึงตัวเมืองสังขละบุรี
เราเอาข้าวของฝากไว้ที่ วินรถตู้ ที่จะกลับตัวเมืองกาญจนบุรี แล้วจัดแจงจองรถตู้เรียบร้อย
รถตู้เที่ยวสุดท้าย 4 โมง แต่เราจองรอบ 3 โมง
ออกจากเมืองสังขละบุรีสามโมง เจ้าหน้าที่รถตู้บอกว่า ถึง ท่ารถ บขส. ที่ ตัวเมืองกาญจนบุรี ประมาณหกโมงเย็นพอดี
ระหว่างรอเที่ยวรถตู้เราก็ทานข้าวเที่ยง แล้วก็เดินเล่นอยู่ที่ตัวเมืองสังขละบุรี
เราเริ่มต้นด้วยการเดินเล่นที่ตัวเมืองสังขละบุรีและการสำรวจวัดสมเด็จจากที่เคยผ่านไปมาหลายรอบแต่ไม่ได้แวะสักที
ที่วัดสมเด็จมีพระพุทธรูปปางที่มีความเป็นเอกลักษณ์หลากหลายและน่าสนใจ เช่น ปางที่พระพุทธรูปทำมือคล้ายกับคำว่าโอเค รวมถึงที่ฐานพระพุทธรูปมีภาษาพม่า และย่านนั้นยังเป็นที่ตั้งของเจดีย์สามองค์จำลองอีกที่หนึ่ง
หลวงพี่เจ้าอาวาส เทศน์ยาว จนเพื่อนสัปหงกไปเลย
หลวงพี่ท่านนี้ เป็นท่านเดียวกันกับที่เราเจอตรงรอยต่อระหว่างสะพาน ตอนบิณฑบาต ตอนเช้า
ท่านเล่าว่า ท่านขาไม่ค่อยดี เลยนั่งรถไป แล้วก็เดินลงเขาไปบิณฑบาต
ท่านให้พร เสียงดังมาก
เมื่อเดินทางโดยรถตู้จากเมืองสังขละถึงท่ารถบขส. แล้ว เราต่อรถสองแถวเพื่อเดินทางถึงสบายแอทกาญจน์รีสอร์ท ซึ่งการเดินทางโดยรถสองแถวเหมาะมากสำหรับคนมีสัมภาระ คนขับสองแถวบอกว่าถ้าเดินทางด้วยมอเตอร์ไซด์ในราคาที่พอๆกันนี้
เมื่อถึงรีสอร์ตก็เย็นแล้ว การว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในรีสอร์ตในตอนเย็นหรือแม้กระทั่งกลางคืนมีความน่าสนใจและมีเสน่ห์ จากการมีที่นวด ไฟส่องสว่างในน้ำ และ น้ำก็ไม่เย็นมาก
และมีการนัด เพื่อนจบการศึกษาปริญญาโทจากประเทศสิงคโปร์ และเพื่อนๆหลากหลายชาติที่เรียนด้วยกันกับเพื่อนมาที่สิงคโปร์นั้นมาเจอกันที่นี่ด้วย เพื่อนๆ จึงซื้อเบียร์หลากหลายยี่ห้อ เช่น เบียร์สิงห์ เบียร์ไฮนาเกน เบียร์ลีโอ แล้วก็อีกสองสามยี่ห้อ มีทั้งเบียร์นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย มาให้เพื่อนๆชิม ตอนนั้น กินแก้วต่อแก้ว รสชาติเลยมั่วไปหมด
เพื่อนยังซื้อ เฉาก๊วย มาจาก ดอนเมือง ที่เขาชอบมาก มาให้ เพื่อนเขาลองชิม แต่เพื่อนเขากลับไม่ชอบกัน โดยให้เหตุผลว่า หวานเกินไป
หลังจากชิมเบียร์จนมึนได้ที่ ก็แยกย้ายกันกลับไปนอน เพื่อนที่เรียนสิงคโปร์มีไปขู่ว่า รถตู้มารับตรงเวลา ถ้าใครตื่นสาย จะต้องข้ามอาหารเช้าไป แต่ เพื่อนคนอินเดีย คนหนึ่งบอกว่า ถ้ากินเบียร์ไป เราจะตื่นเช้า เป็นธรรมชาติ เพราะว่า ร่างกายเราจะขาดน้ำ ( dehydrate ) เราจะหิวน้ำ แล้วตื่น
ก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ แหะ เราตื่นก่อนนาฬิกาปลุก เพราะว่าหิวน้ำ
มันเป็นอารมณ์เดียวกันกับ ตอนเช้าหลังจาก เที่ยวกลางคืน มา
แต่เราไม่ได้สังเกต ว่า ขาดน้ำ
ก่อนหน้านี้ คิดว่า เป็นผลมาจากนอนดึก หรือ ไม่ก็ป่วย
นับว่าได้ความรู้ใหม่เลยทีเดียว
ตอนเช้าได้เดินสำรวจสวนของสบายแอทกาญจน์รีสอร์ท พบว่าร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และ หญ้า มีกระต่ายที่เป็นรูปปั้นคล้ายกำลังทำท่ามุดดินอยู่ในสวน รูปปั้นช้าง และรูปปั้นเด็กที่บันได มีหอยทากตัวน้อยและหนอนน้อยเกาะอยู่ตามใบไม้ยามเช้า
อาหารเช้าที่สบายแอทกาญจน์รีสอร์ท เป็นบุฟเฟต์อาหารฝรั่ง
เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ตื่นสายกัน โดยเพื่อนที่ขู่เมื่อคืน นำทีมสายซะเอง (ซะงั้น)
ซึ่งเมื่อตอนมาเรามาถึง โรงแรม เพื่อนเราได้ถามเจ้าของโรงแรม ว่า
มีที่เที่ยวที่ไหนน่าไปสำหรับ กาญจนบุรี บ้าง
ซึ่งเพื่อนเราก็เสนอไปหลายที่ เช่น วัดถ้ำเสือ ผาสูงๆที่ชะโงกลงไปเห็นทะเล ฯลฯ
ปรากฎว่า เจ้าของโรงแรม ตัดทิ้งหมดเลย บอกว่า ธรรมดาเกินไป
เขาบอกให้ไป น้ำตกเอราวัณ
บอกว่า ถ้ามากาญจนบุรี แล้วต้องไปที่นี่ให้ได้
ชักอยากเห็นซะแล้วสิ ว่า น้ำตกเอราวัณ จะเจ๋งขนาดไหน
ตอนต่อไปจะเป็นการเดินทางสู่ สะพานข้ามแม่น้ำแคว, ทางรถไฟสายมรณะ ก่อนจะปิดท้ายที่น้ำตกเอราวัณซึ่งถือเป็นปลายทางสุดท้ายในการท่องเที่ยวในเมืองกาญจนบุรีแห่งนี้ของเราในทริปนี้
6. การผจญภัยทางการเดินทางที่ให้แรงบันดาลใจในเมืองกาญจนบุรี ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว และ ทางรถไฟสายมรณะ
ก่อนไปยัง น้ำตก เอราวัณ ขอแวะ สะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่อยู่ในเมืองเสียก่อน สะพานนี้เป็นสะพานเหล็กที่ รถไฟ สามารถแล่นผ่านได้จริงๆ
ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควมีบริการรถไฟ รถไฟ วิ่งไปและวิ่งกลับมาที่เดิม เป็นการชมทัศนียภาพและทดลองมีประสบการณ์นั่งรถไฟที่ข้ามแม่น้ำแควจริงๆ นอกไปจากนี้ ที่สะพานข้ามแม่น้ำแควที่มีการขายเสื้อลายสะพานที่สกรีนด้วยความสวยงามที่ดีเยี่ยม
หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถตู้ไปยังทางรถไฟสายมรณะที่มีทัศนียภาพที่น่าทึ่งของแม่น้ำเนื่องจากรถไฟสร้างอยู่ติดกับภูเขาริมน้ำ เป็นวิวที่งดงามของแม่น้ำ มีความสงบและความงดงามของธรรมชาติ และ มีถ้ำในภูเขาซึ่งสามารถเข้าไปได้ ซึ่งเพื่อนที่เคยมา บอกว่า ถ้าเปิดไฟ จะเดินเข้าไปลึกกว่านี้ได้ เสียดายที่วันนี้เขาไม่ได้เปิดไฟ ยังคงเห็นเพียงด้านนอกของความลึกลับของถ้ำที่หลบซ่อนอยู่ข้างทางรถไฟที่เราได้ค้นพบในระหว่างการเดินทาง มีความรู้สึกที่มีความสุขและความสนุกที่มาพร้อมกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น
ทางรถไฟสายมรณะเป็นทางรถไฟที่ญี่ปุ่น เกณฑ์เชลยศึก ชาวต่างชาติ มาช่วยสร้าง จากที่อ่านจากหนังสือของคุณ วิกรม พบว่า คนไทย ปลอดภัยดี ไม่ใช่เชลยศึก แถมยังขายของให้ญี่ปุ่นและเชลยศึกได้
ใกล้ๆทางรถไฟสายมรณะ มีที่ให้ช้อปปิ้งสองข้างทาง มีเสื้อที่ลายคล้ายๆ กับที่ สะพานข้ามแม่น้ำแคว
สิ่งที่เหลืออยู่ในการสำรวจเพื่อไปยังจุดหมายสุดท้ายในการเดินทาง คือ น้ำตกเอราวัณที่เต็มไปด้วยความงดงามที่เหนือชั้น
7. การผจญภัยในสถานที่สุดท้ายของทริปนี้ในเดินทางไปสังขละบุรี และกาญจนบุรี ที่ น้ำตกเอราวัณ และ เขื่อนศรีนครินทร์
เราได้เดินทางที่น่าตื่นเต้นไปสำหรับการสำรวจน้ำตกเอราวัณที่มีน้ำตกทั้งหมด 7 ชั้น หรือพูดง่ายๆคือ มีน้ำตกใหญ่ๆทั้งหมด 7 แห่ง รวมถึงมีน้ำตกน้อยๆ น้ำตกย่อยๆอีก ระยะทางทั้งหมดประมาณ 2-3 กิโลเมตร ที่พร้อมกับทิวทัศน์ที่ยิ่งใหญ่และความงดงามที่สะท้อนให้เห็นถึงความสงบและความเงียบสงัดของธรรมชาติ ภูมิประเทศที่มีความหลากหลายของธรรมชาติ และมีความสนุกสนานของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ลงไปเล่นน้ำในที่น้ำตกแต่ละชั้น เนื่องจากระหว่างทางมีน้ำตกแต่ละชั้น ให้เพลิดเพลินไปตลอด ทำให้การเดินขึ้นเขาเราเองยังรู้สึกไม่เหนื่อยมาก
การพบกับความสนุกสนานในการสไลด์เดอร์ธรรมชาติและการตื่นเต้นที่มาพร้อมกับการว่ายน้ำในน้ำตก ได้พบกับน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาแหวกว่ายในน้ำ
สำหรับคนที่จะมาที่นี่ ควรเผื่อเวลาเดินชมน้ำตกแต่ละชั้นจนถึงชั้น 7 ไว้หน่อย เนื่องจากน้ำตกมีเวลาปิด อาจทำให้เดินไปไม่ถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่ที่ดูแลก็ให้ลง ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากยังไม่มีการเดินสายไฟไว้ ทำให้ตอนมืดแล้วน่าจะเดินทางลำบาก
และเมื่อลงจากน้ำตกเอราวัณแล้ว รถก็ได้ขับผ่าน เขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ในเขตอุทยาน ใกล้ๆ กับน้ำตกเอราวัณ ฟ้าสวยงามมากจนต้องจอดรถลงไปถ่ายรูปกันเลยทีเดียว แต่สักพัก ฝนก็เทลงมา เลยต้องอพยพ ขึ้นรถกัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในการเดินทางนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้มันเป็นที่จุดประสงค์สุดท้ายในการเดินทาง ทุกช่วงทางมีความรู้สึกที่น่าตื่นเต้นและเพื่อนร่วมทางยังมีความพยายามที่จะแบ่งปันความสนุกที่เกิดขึ้น สุดท้ายนี้เป็นการสิ้นสุดการเดินทางที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยบ้างแต่เต็มไปด้วยความสนุกและความทรงจำที่ยิ่งใหญ่
ปล. เรื่องราว สถานที่ ตั้งแต่ปี 2554 นำมาเรียบเรียงใหม่
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น